ทำไมต้องทำธุรกิจเครือข่าย?
จากหนังสือ “พ่อรวยสอนลูก(rich dad poor dad)” ของโรเบิร์ต คิโยซากิ ได้เขียนไว้ว่า ในโลกใบนี้ งานทั้งหมดแบ่งออกเป็นสี่ด้านหลักๆก็คือ

-ส่วนของ Active Income คือ ตัวเราเป็นสาเหตุของรายได้ ไม่มีอิสระภาพทางเวลา และการเงิน เมื่อขาดเรารายได้หดหาย
E.Employee ลูกจ้างงานประจำทั่วไป ที่จะต้องใช้มีเจ้านาย หรืนายจ้าง
S.Self Employ จ้างตัวเองทำงาน เป็นเจ้าของบริษัทขนาดเล็ก หรือเจ้าของร้านค้าต่างๆ
-ส่วนของ Passive Income คือ เราไม่ใช่สาเหตุของรายได้ เมื่อหยุดทำเรายังมีรายได้ มี Financial Freedom คืออิสระภาพทางการเงิน และเวลา
B.Business Owner เจ้าของธุรกิจขนาดใหญ่ อาทิเช่น เจ้าของบริษัทเบียร์ เจ้าของโรงแรม เจ้าของ Central BigC Lotus ที่ใช้เงินลงทุนในการสร้าง โดยใข้เวลาประมาณ 2-3 ปี หลังจากนั้น จะมีรายได้มาไม่ขาดสาย ถึงแม้เราจะไม่อยู่ ไปเที่ยวที่ไหน รายได้ก็เข้ามาไม่หยุด
I.Invester นักลงทุน นักเล่นหุ้น
ถามว่าเรามีตัวเลือกนอกเหนือจากนี้ไหม ถ้าเราต้องการ Passive Income แต่เราไม่มีเงินทุนมากพอ?
โรเบิร์ต คิโยซากิ เขียนไว้ชัดเจนว่ามีธุรกิจอีกประเภทหนึ่ง ที่อยู่ในส่วนของ Business Owner ที่สามารถหยุดทำแล้วยังมีรายได้ มีอิสระภาพทางการเงิน และเวลา และนอกจากนั้นยังลงทุนต่ำ ธุรกิจประเภทนั้นก็คือ “ธุรกิจเครือข่าย”
นอกจากธุรกิจเครือข่ายยังมีธุรกิจอื่นอีกหรือไม่?
นอกจากธุรกิจเครือข่ายแล้ว ยังมีงานอีกประเภทหนึ่ง ก็คืองานของพวก Born To Be ทั้งหลาย อาทิเช่น นักแต่งเพลงเก่งๆ นักเขียนนิยายเก่งๆ อย่าง Harry Potter หรือนักเปียโนเก่งๆ หรือคนที่เก่งคอมพิวเตอร์มากๆ อย่าง บิลเกต เป็นต้น
ถามว่าเราเหมาะกับตรงจุดไหน?
ลองถามตัวเราว่าเรามีพรสวรรค์ที่เป็นลักษณะ Born To Be หรือไม่? ถ้าไม่ ลองถามตัวเองดูอีกทีว่าเราผิดหรือไม่ ที่เราไม่ได้เกิดมาร่ำรวยมหาศาล นามสกุลเราไม่ใช่เหมือนกับคนเด่นคนดัง เราเองก็ไม่ได้มีทุกอย่างเพียบพร้อมไปเสียทุกอย่าง ทำงานเพื่อแลกเงินที่ไม่มากพอ เดินทางไปบนทางเส้นเดิมที่ไม่มีจุดหมายปลายทางที่ชัดเจน ทุกสิ่งทุกอย่างมืดมน ไม่มีหนทางอื่นให้เราเลือก แต่มีอีกตัวเลือกหนึ่ง ที่เป็นทางรอด เหมือนเป็นทางออก เหมือนเป็นแสงสว่าง ที่นำพาชีวิตที่ไร้จุดหมาย สามารถกล้าที่จะฝัน กล้าที่จะคิด กล้าที่จะทำ เพื่อแลกกับสิ่งที่ตัวเองฝันไว้ ซึ่งก่อนหน้านี้ อาจจะลืมไปแล้วด้วยซ้ำว่าเราเคยฝันอะไร ตัวเลือกมีเพียงอย่างเดียวที่เป็นทางรอดของเราก็คือ “ธุรกิจเครือข่าย”
ข้อดีของการทำธุรกิจเครือข่าย หรือการทำการตลาดแบบ Network Marketting
1.ไม่ต้องหาทำเล เพราะเป็นเครือข่ายมนุษย์ที่สามารถเดินไปไหน มาไหนได้ เข้าได้ทั่วถึงทุกกลุ่มผู้บริโภค และทั่วโลก
2.ลงทุนต่ำ
-ประหยัดค่าโฆษณา ไม่จำเป็นต้องโฆษณาทางทีวี หรือสื่ออื่น ใช้วิธีการบอกปากต่อปาก
-ไม่ต้องมีหน้าร้าน จึงไม่ต้องเสียงบประมาณในการก่อสร้างหน้าร้าน ค่าบำรุงรักษาร้าน และค่าพนักงาน
3.ไม่มีความเสี่ยง
-รายได้ไม่ขึ้นอยู่กับภาวะเศรษฐกิจ หรือสถาณการณ์บ้านเมือง เนื่องจากสินค้ามีจำนวนหลากหลาย และเป็นทรัพย์สินที่มีชีวิต ดังนั้นไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น คนก็ยังต้องแปลงฟัน ต้องอาบน้ำ ต้องถูสบู่ ดังนั้นรายได้ก็ยังเข้ามาไม่หยุด ยิ่งไปกว่านั้น เมื่อเกิดสถาณการณ์ดังกล่าวขึ้น คนจะยิ่งหาทางเลือกในการหารายได้มากขึ้น ดังนั้นจะยิ่งทำให้ธุรกิจเครือข่ายโตมากยิ่งขึ้น
4.มีการเจริญเติบโตอย่างรวดเร็ว ถ้าประกอบกับสินค้าที่ดีมีคุณภาพด้วยแล้ว ย่อมจะเกิดการ อยากที่จะบอกต่อๆกัน เพราะฉะนั้นจะทำให้เกิดการเติบโตไร้ขีดจำกัด
5.สามารถสร้างรายได้อย่างไร้ขีดจำกัด เนื่องจากเครือข่ายผู้บริโภคสามารถขยายเครือข่ายเพิ่มได้มากขึ้นเรื่อยๆ เมื่อใดก็ตามที่มีคนใช้สินค้า เราก็จะมีรายได้
6.เป็นที่มาของอิสระภาพทางการเงิน และเวลา สามารถไปท่องเที่ยวได้ทั่วโลก ไปไหนมาไหนได้ โดยที่รายได้เราไม่หยุด และนอกจากนั้นยังมากเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ
7.หยุดทำแล้วยังมีรายได้ เนื่องจากเป็นเครือข่ายมนุษย์ ซึ่งแต่ละคนก็ต้องการสร้างเครือข่ายของตัวเอง ถ้าเราสร้างเครือข่ายที่แข็งแกร่งได้แล้ว ถึงแม้จะขาดเราไป เครือข่ายก็สามารถโตต่อได้เอง
8.เป็นมรดกตกทอดตลอดไป ด้วยแผนการตลาดของธุรกิจเครือข่ายจะสามารถทำเป็นมรดกตกทอดได้ ตลอดไป ชั่วลูกชั่วหลาน ดังนั้นธุรกิจเครือข่ายจึงเป็น “ธุรกิจส่วนตัว” ได้อย่างสมบูรณ์แบบ
9.ได้เพื่อนและสังคมที่ดี
10.ได้พัฒนาศักยภาพของตนเอง
11.ได้พัฒนาศักยภาพผู้อื่นและช่วยเหลือให้ผู้อื่นมีรายได้อย่างมั่นคง เป็นการทำบุญเรื่องช่วยเหลือคน เพื่อให้คนมีรายได้ เนื่องจากรายได้ของเรา มาจากการช่วยเหลือผู้อื่นให้ประสบความสำเร็จ
12.ฯลฯ
แล้วลักษณะของธุรกิจเครือข่าย สร้างรายได้ให้นักธุรกิจอย่างไรบ้าง?
ตรงนี้ต้องทำความเจ้าใจก่อนว่า ตรงจุดที่เรายืนกันอยู่นี้เป็นจุดเดียวกับห้าง Central, BigC, Lotus, The Mall ฯลฯ
ตัวอย่างกรณีของห้างสรรพสินค้าทั่วไป สมมติว่า ลูกค้าจ่ายเงิน 100 บาทเพื่อซื้อสินค้า เงินจำนวน 40 บาทจะถูกส่งไปยังบริษัทโรงงานผู้ผลิตสินค้า ส่วนอีก 60 บาทจะเข้าห้างสรรพสินค้าที่เราไปซื้อของเป็นต้น
ตัวอย่างกรณีของธุรกิจเครือข่าย ลูกค้าจ่ายเงิน 100 บาทเพื่อซื้อสินค้าเท่ากัน ซื้อสินค้าของบริษัทที่เป็นธุรกิจเครือข่าย อาจจะด้วยวิธีใดก็แล้วแต่ เงินจำนวน 40 บาท จะเข้าบริษัทผู้ผลิตสินค้า ส่วนอีก 60 บาท ที่โดยปกติจะเข้าห้างสรรพสินค้า แต่บริษัทผู้ผลิตสินค้าจะจ่ายปันผลให้กับนักธุรกิจตามคุณสมบัติของนักธุรกิจแต่ละท่านพึงจะได้ตามความสามารถที่ตนเองได้ทำไว้ ตรงนี้เองที่จะเป็นรายได้ผลตอบแทนให้กับนักธุรกิจเครือข่ายได้อย่างมหาศาล ถ้าคิดในอีกแง่มุมนึง เราไปซื้อสินค้าในห้างสรรพสินค้า เราก็ไม่เคยได้เงินคืน แต่ถ้าซื้อสินค้าผลิตภัณฑ์ต่างๆ จากธุรกิจเครือข่าย อาจจะซื้อจากนักธุรกิจ หรือซื้อจากคลังสินค้าโดยตรง ตรงนี้ นักธุรกิจจะได้ผลตอบแทนกลับคืนมาด้วย
ตรงจุดนี้หลายคนมักจะเข้าผิดๆกันว่า กินหัวคิวหรือเปล่า หัก % กันเป็นทอดๆหรือเปล่า เป็นลูกโซ่หรือเปล่า ท่านใดที่เข้าใจแบบนี้ ก็เป็นการเข้าใจผิดอย่างมาก เพราะจากคำอธิบายข้างต้น จะไม่มีการหักค่านายหน้า หรือหัก % เป็นทอดๆแต่อย่างใด ทุกสิ่งทุกอย่างขึ้นอยู่กับความสามารถ จ่ายปันผลด้วยความยุติธรรมที่สุด
แต่ธุรกิจเครือข่ายมีมากมาย เยอะแยะเต็มไปหมด จะต้องเลือกทำธุรกิจเครือข่ายของอะไรดี?
สามารถอ่านข้อมูลได้ที่ Why Aimstar?